มือถือ

มือถือ
โทรศัพท์มือถือ

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ
ในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือนับได้ว่าเข้ามามีบทบาทในชีวิตของทุกคนเป็นอย่าง มาก เดี๋ยวนี้มองไปทางใหนก็มีแต่คนยกโทรมือถือขึ้นมาเล่นทังนั้น ไม่ว่าจะเป้นบนรถไฟฟ้า, ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งในบ้านเองก็ตาม
ดัวนั้นวันนี้ผมจึงจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือให้ได้ตรงกับความต้องการของทุกท่านมากที่สุด
1. ราคา เมื่อเทียบกับสเปคและฟังก์ชั่นการใช้งาน บางคนบอกว่าขอสเปคสูงๆไว้ก่อน ราคาไม่เกี่ยง ก็ว่ากันไป
เริ่มต้นตอนนี้ก็ประมาณ 5 ร้อยบาทก็หาซื้อได้แล้ว อย่างเช่น Samsung ก็ 690 บาท หรือจะเป็น House brand อย่าง i-mobile ก็เพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชั่นการทำงานอาทิ 2 ซิม ดูทีวี ถ่ายรูป facebook ก็เริ่มต้นที่พันกว่าบาท แต่คุณภาพก็ว่ากันอีกเรื่องนึง
2. สเปค ถามว่าทำไมต้องสนใจสเปค ไช่ครับถ้ามือถือเอาไว้ใช้โทรเข้า-ออก อย่างเดียวคงไม่ต้องไปสนใจ แต่
ปัจจุบันมือถือทำอะไรได้มากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมส์บนมือถือ ดังนั้น
ประสิทธิภาพของตัวเครื่องจึงเป็นเรื่องสำคัญ หลักๆที่ต้องดูคือ ความเร็วของ CPU , RAM (หน่วยความจำ
ชั่วคราว) Internal Storage (หน่วยความจำภายใน) ความละเอียดกล้องกี่ล้านพิกเซล (ยิ่งมากยิ่งละเอียด)
ความละเอียดหน้าจอ ยิ่งตัวเลขมาก สีสันหน้าจอจะยิ่งสดใส
3.ระบบปฎิบัตการ ถ้าตัดระบบปฎิบัติการ Symbian OS ที่เคยโด่งดังในอดีตของ Nokia ไปแล้วล่ะก็ ปัจจุบัน
ก็เห็นจะมีอยู่ 3 เจ้าที่มือถือทั่วโลกใช้กันอยู่ ได้แก่ iOS ที่มาในมือถือระดับโลกอย่าง iPhone ต่อมาคือ
Android ที่พัฒนามาจาก Linux โดย Google ที่เป็น Open Source Program และสุดท้ายที่ต้องดูกัน
ยาวๆว่าจะสู้กระแสของพี่เบิ้ม 2 เจ้าแรกได้หรือไม่อย่าง Windows Mobile 8 ชอบแบบใหนก็เลือกเอาครับ
4.การรับประกัน ถ้าคุณซื้อศูนย์ล่ะก็ สบายใจได้เลย แต่ถ้าคุณเลือกที่จะซื้อกับร้านค้าตู้กระจกล่ะก็ ต้องทำใจครับ
เพราะราคาจะถูกกว่าพอสมควร โดยเฉพาะถ้าเป็นเครื่องหิ้วจากเมืองนอก แต่ต้องระวังเรื่องการรับประกัน
เพราะบางครังถ้าเครื่องเสีย ค่าซ่อมแพงกว่าส่วนต่างที่คุณซื้อในเมืองไทยซะอีก
ทีนี้การตัดสินใจซื้อมือถือเครื่องใหม่ของคุณคงจะไม่ไช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วไช่ไหมครับ
วิธีการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ ซื้ออย่างไรไม่ให้ถูกโกง


          ขณะที่น้ำมัน สินค้าอุปโภค-บริโภคกำลังปรับตัวขึ้นราคาตามกลไกการตลาด แต่กลับมีสินค้าประเภทหนึ่งที่สวนกระแสสภาวะข้าวยากหมากแพง นั่นคือสินค้าไอที โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือซึ่งนับวันจะมีราคาที่ถูกลงไปเรื่อยๆ อาจจะด้วยเหตุผลที่กลุ่มลูกค้ามีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้คิดหนักในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย หรืออาจจะด้วยวัตถุดิบของสินค้าไอทีสามารถผลิตขึ้นได้เอง ไม่ได้ใช้แล้วหมดไปเหมือนทรัพยากรธรรมชาติ ในเมื่อสินค้าไอทีโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือต่างพากันปรับราคาถูกลง ล่อใจลูกค้าขนาดนี้ กลุ่มผู้ใช้เองก็ควรเลือกซื้ออย่างมีสติ อย่าเห็นแก่ราคาที่ถูกลงจนลืมคำนึงถึงคุณภาพของสินค้า           ที่ ชักแม่น้ำมาทั้งโลกไม่ใช่อะไร แค่อยากให้ท่านได้อ่านวิธีการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ ก่อนตัดสินใจซื้อ แค่นั้นเอง ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบเบื้องต้น แต่ค่อนข้างละเอียด 6 ขั้นตอนดังนี้           1. ตรวจสอบเลขอีมี่ (IMEI) ซึ่งจะเป็นรหัสประจำตัวเครื่องเป็นตัวเลข 15 หลัก เลขอีมี่จะดูได้จากที่ไหนบ้าง?             - ที่ตัวโทรศัพท์มือถือ ดูจากด้านหลังเครื่อง ตรงช่องใส่แบตเตอรี่             - ที่ตัวโทรศัพท์มือถือ โดยเปิดเครื่องขึ้นมาก่อนจากนั้นกดปุ่ม *#06# จะปรากฏเลขอีมี่ขึ้นมา             - ที่กล่องบรรจุภัณฑ์จะแป่ะสติ๊กเกอร์ข้างกล่องทั้ง 3 จุดนี้ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวเลขอีมี่ตรงกันหรือไม่           2. เมื่อเลขอีมี่ตรงกัน จากนั้นให้โทรไปตรวจสอบกับตัวแทนจำหน่ายที่นำเข้าโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากบริษัทที่นำเข้าจะมีเลขอีมี่บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบได้           3. เมื่อผ่าน 2 ขั้นตอนด้านบน ก็มาดูที่ตัวโทรศัพท์บ้าง ให้เปิดเครื่องลองใช้งาน แล้วเช็คเวลาใช้งานโทรศัพท์ดูโดยกดปุ่ม *#92702689# เพื่อเรียกดูเวลาการใช้งานโทรศัพท์ หากเป็นเครื่องใหม่จริงเวลาควรเป็น 0 หากเป็นเครื่องที่เอามาวางโชว์เวลาก็ไม่ควรมากไปกว่า 0 เท่าไร
หมายเหตุ
*#92702689# ใช้ไม่ได้กับโทรศัพท์มือถือ ซัมซุง, โมโตโรล่าขวา*ซ้ายๆ*ซ้าย* วิธีเช็คเวลาของ โซนี่ อีริคสัน (ปุ่มควบคุมทิศทางกับปุ่มดอกจัน)
          4. จากนั้นเริ่มตรวจสอบหาร่องรอยบนตัวเครื่อง ถ้าเป็นรุ่นที่แกะหน้ากากได้ก็ลองแกะดูเพื่อดูความสะอาดด้านใน ดูสติ๊กเกอร์รับประกัน วันที่รับประกัน           5. ทดลองใช้งานโทรศัพท์โดยการโทรออก รับสาย เปิดทุกฟังค์ชั่นในตัวเครื่อง           6. ตรวจสอบอุปกรณ์เสริมที่แถมมาในกล่องบรรจุภัณฑ์ หากไม่แน่ใจให้ตรวจสอบมาก่อนว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นที่ต้องการซื้อควรมีอะไร ในกล่องบรรจุภัณฑ์บ้าง จาก 6 วิธีการขั้นต้นก็สบายใจได้ว่าเครื่องที่คุณซื้อมาสภาพใหม่พร้อมใช้งานแน่นอน          
ผมขอพูดถึงกลโกงของร้านค้าบางร้าน ขอย้ำว่าบางร้าน          + สติ๊กเกอร์รับประกัน ถึงแม้จะเป็นของแท้ก็มีขายแล้วเอามาแป่ะให้ดูเป็นเครื่องใหม่ได้          + เครื่องหิ้วหรือเครื่องที่นำเข้ามาเอง สามารถเอามาดัดแปลงให้ดูเหมือนเป็นเครื่องศูนย์ได้          + กล่องบรรจุภัณฑ์ที่ห่อหุ้มพลาสติกใสอย่างดี ก็ถูก make ขึ้นมาง่ายๆ          + อุปกรณ์เสริมของแท้ถูกเปลี่ยนออก แล้วนำของปลอมหรือไม่มีคุณภาพมาใส่แทนหลังจากเปลี่ยนอะไหล่ภายในเครื่อง แป่ะสติ๊กเกอร์รับประกัน เปลี่ยนอุปกรณ์เสริมแท้ออกไป ก็ถึงขั้นตอนการแพ็คของลงในกล่องสินค้าเช่นเดิม เพิ่มความแนบเนียนด้วยการคลุมพลาสติกใส และเป่าด้วยไดร์เป่าผม เพื่อให้พลาสติกแนบกับกล่องเหมือนออกมาจากโรงงานใหม่ๆ
ทำไมต้องเอาอะไหล่แท้ออกไป          + เอาไปใช้เป็นอะไหล่ในการซ่อม ให้กับลูกค้าท่านอื่นที่ต้องการอะไหล่แท้          + เพื่อให้เครื่องมีอายุการใช้งานสั้นลง เผื่อลูกค้านำกลับมาซ่อม
          รู้ อย่างนี้แล้ว ผู้ที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือทั่วไปอย่าได้ละเลย 6 วิธีการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือที่ผมแนะนำไปข้างต้นอย่างเด็ดขาด ถ้าลูกค้าทุกคนมีวิธีการตรวจสอบอย่างถูกต้อง คนขายก็ไม่กล้าโกงอีกต่อไป ฝากอีกนิดสำหรับผู้ที่คิดจะซื้อโทรศัพท์มือสอง ถ้าไม่มีความชำนาญในการตรวจสอบโทรศัพท์ ไม่ควรซื้อเป็นอันขาด ทางที่ดีถ้างบน้อยก็ค่อยๆ เก็บไว้ซื้อของใหม่จะดีกว่า และเพื่อความมั่นใจเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือจากร้านค้าชั้นนำทั่วไปจะปลอดภัย ที่สุด
                
ที่มา : siamphone.com



การดูแลรักษาหน้าจอแบบ Touch Screen ควรทำอย่างไร?

, , , ,
หน้าจอที่นำมาใช้กับ โทรศัพท์มือถือ นั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น TFT, CSTN, UFB หรือ TFD เป็นต้น และนอกจากนั้นยังแบ่งได้อีกแบบคือหน้าจอที่สามารถแสดงผลได้เพียงอย่างเดียว กับหน้าจอที่สามารถรับคำสั่งจากผู้ใช้ได้ด้วย ซึ่งนั่นก็คือหน้าจอแบบสัมผัส หรือที่เรียกกันติดปากว่าหน้าจอแบบ Touch Screen นั่นเอง ซึ่งมักจะนำมาใช้กับ โทรศัพท์มือถือ ประเภท PDA Phone เสียเป็นส่วนใหญ่ และมักจะมีขนาดความกว้างของหน้าจอที่มากกว่า โทรศัพท์มือถือ ประเภทอื่นๆ มากพอสมควร ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงต่อความเสียหายได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตามวิธีการดูแลรักษาหน้าจอแบบ Touch Screen เบื้องต้นที่พึงจะทำ ก็ไม่ยากจนเกินไป ซึ่งมีดังต่อไปนี้
1. ควรติดแผ่นใสกันรอยที่ผลิตขึ้นมาสำหรับใช้กับหน้าจอของ โทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะ เท่านั้น เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน แรงกดจากสิ่งที่มาสัมผัส สิ่งสกปรก หรือความชื้น และไม่ควรใช้แผ่นพลาสติกสูญญากาศที่ผลิตขึ้นมาสำหรับติดแผ่นป้ายทะเบียนของ รถยนต์ เนื่องจากมีคุณภาพไม่เพียงพอสำหรับการนำมาติดหน้าจอของ โทรศัพท์มือถือ

2. ผ้าที่ใช้เช็ดทำความสะอาดหน้าจอ ควรใช้ผ้าที่ไม่มีขน หรือผ้าเช็ดแว่นที่อ่อนนุ่ม

3. หากต้องการใช้น้ำยา เพื่อให้มีความสะอาดยิ่งขึ้น ก็ควรใช้น้ำยาที่ใช้สำหรับเช็ดหน้าจอ Touchscreen เท่านั้น ไม่ควรใช้น้ำยาประเภทอื่น เช่น น้ำยาทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแอลกอฮอล์

4. ควรหลีกเลี่ยงการทำตก หรือการกระแทกเป็นอย่างยิ่ง และถ้าจะให้ดี ก็ควรจะนำเครื่องใส่ซอง ปลอก สายคล้องคอ หรือกรอบหุ้มแบบซิลิโคน เอาไว้เสมอ เพื่อบรรเทาความเสียหายหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

5. ไม่นำเครื่องวางไว้ ณ สถานที่ๆ มีอุณหภูมิสูง ยกตัวอย่างเช่น ในรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้กลางแดดเป็นต้น และถ้าเป็นไปได้ไม่ควรนำเครื่องไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีอุณหภูมิเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว เช่นจากที่อบอยู่ในกระเป๋ากางเกงกลางแดดร้อนๆ แล้วเข้าไปยังห้องแอร์เย็นเฉียบโดยทันที เนื่องจากหน้าจออาจจะปรับสภาพไม่ทัน จนทำให้เกิดรอยร้าว หรือแตกได้

6. หากหน้าจอโดนน้ำ ควรนำผ้าดังข้อที่ 2 มาทำการรีบซับน้ำเบาๆ โดยทันที ไม่ควรถูแรงๆ เนื่องจากอาจจะทำให้หน้าจอเป็นรอยขีดข่วนได้ และไม่ควรเอาไดร์เป่าผมมาเป่าให้แห้งโดยเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่ออาการหน้าจอบวม ซึ่งค่าซ่อมคงจะไม่ใช่น้อยๆ อย่างแน่นอน

วิธีดูแลรักษาโทรศัพท์มือถือให้ใช้งานได้นานๆ


ประโยชน์ของการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ

    •ตัวเครื่องภายนอกดูสวยงาม
    •ปุ่มหรือหน้าจอสัมผัสตอบสนองได้ดีขึ้น
    •ไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อก่อให้เกิดโรคกับผู้ใช้

   ก่อนทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ 

•ถอดแบตเตอรี่ออก หากถอดไม่ได้ให้ปิดสวิทช์หรือสั่งให้เครื่องหยุดทำงาน
•หากหน้ากากหรือแป้นปุ่มถอดได้ แกะแยกออกจากตัวเครื่อง
  (คำเตือน: การถอดอุปกรณ์บางชิ้นส่วนออกอาจทำให้มือถือหมดประกัน)
•เลือกสถานที่ที่ไม่มีไฟ, ความร้อนสูงจัด, หรือไฟฟ้าอยู่ใกล้มาก
•อ่านคู่มือโทรศัพท์ ดูคำแนะนำพิเศษในการทำความสะอาด หากมี

    อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดโทรศัพท์

 •ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์ (แอลกอฮอล์สำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวหนัง
  หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา) เลือกใช้แอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมชองน้ำน้อยที่สุด
•ผ้านุ่มซับน้ำ หรือผ้าเช็ดเลนส์ หรือกระดาษทำความสะอาด ที่ไม่มีเส้นใยหลุด
  ออกง่ายเมื่อเปียก

     ขั้นตอนทำความสะอาด

 •ตรวจสอบว่าปิดโทรศัพท์แล้ว
•ใช้ผ้าหรือกระดาษทำความสะอาดซับแอลกอฮอล์หมาดๆ
•นำผ้าหรือกระดาษที่ซับแอลกอฮอล์ไปเช็ดตามตัวเครื่อง โดยเฉพาะบริเวณที่ถูก
  สัมผัสมากๆ หากใช้จอสัมผัสหรือทัชสกรีน ผู้ผลิตหลายรายแนะนำให้ใช้ผ้าแห้งเช็ด
  จอเท่านั้น หากจอมีคราบหนามากอาจซับผ้าด้วยน้ำหมาดๆก่อนเช็ด
•หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ซึมเข้าบริเวณที่มีช่องหรือปุ่ม
•อย่าเช็ดแบตเตอร์รี่หรือบริเวณภายในเครื่อง
•ใช้ผ้าแห้งหรือกระดาษทำความสะอาดแห้ง เช็ดตัวเครื่องโดยรอบให้แห้ง
  หลังจากเครื่องแห้งเสร็จเรียบร้อย ประกอบชิ้นส่วนเข้าที่ และเปิดเครื่องทดลองใช้งาน
  หากเครื่องไม่ทำงาน รีบถอดแบตเตอร์รี่ออกทิ้งไว้สักพักก่อนทดลองใช้ใหม่อีกครั้ง

วันนี้ จขกท. มีบทความเรื่อง "ความรู้เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ ที่บางคนอาจไม่รู้"
มาฝากท่านผู้อ่านทุกคนค่ะ^^

ถ้าซ้ำขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ:)


1. หมายเลขสากลฉุกเฉิน 112 ใช้ได้ทั่วโลก
ถ้าเกิดเราหลงไปอยู่ในเขตที่ไม่มีสัญญาณเลย แต่มีเหตุด่วนเหตุร้ายให้ กด 112 แล้วมันจะหาเบอร์ให้เองอัตโนมัติแม้แต่เราล็อคปุ่มก็ยังกดเบอร์นี้ได้..ลอง ดูสิครับ

2. ใช้ในกรณีที่ลืมกุญแจไว้ในรถ...สำหรับรถที่ใช้ Remote Key
ถ้ารถล็อคไปแล้ว แต่เรามีกุญแจสำรองอยู่ที่บ้าน ให้โทรไปหาคนที่อยู่ที่บ้านด้วยมือถือ (เราต้องโทรไปหาเบอร์มือถือของเขาด้วยนะ) เมื่อเขารับแล้วให้เราบอกเขา ให้กดปุ่ม unlock บนกุญแจสำรองในขณะที่เราถือมือถือให้ห่างจากประตูรถประมาณ 1 ฟุต (คนที่อยู่บ้านที่เราวานให้กดต้องเอากุญแจไปจ่อใกล้กับมือถือของเขาในขณะที่ กดปุ่ม) ประตูรถก็จะเปิดออกเหมือนเรากดปุ่มรีโมทด้วยตัวเองเลยแหละระยะทางไม่มีปัญหา แม้รถกับบ้านจะอยู่ห่างกันเป็นร้อยๆ กม. ก็ตาม



3. กรณีแบ็ตใกล้จะหมด * 3370# สำหรับมือถือ Nokia
ถ้าเกิดถ่านเหลือน้อยเต็มทีจนใกล้ดับแต่เราจำเป็นต้องโทรออกให้กด * 3370# มันจะรีดพลังสำรองที่ซ่อนออกมาแล้วแสดงให้เห็นว่า เพิ่มพลังถ่านให้ขึ้นมาอีก 50% และมันจะชดเชยส่วนสำรองนี้ในการชาร์จแบตครั้งต่อไป

4. ถ้าโทรศัพท์หายต้องการทำให้ใช้ไม่ได้ตลอดไป
ในกรณีนี้เราต้องใช้ หมายเลข serial number ประจำเครื่อง ซึ่งมี 15- 17 หน่วย การที่จะทราบหมายเลขนี้ก็ไม่ยากครับ กด * #06# แล้วหมายเลขประจำเครื่องก็จะขึ้นมาให้เห็นทันทีเหมือนเล่นกล จดไว้ค่ะแล้วเก็บไว้ให้ดี....

ที่นี้ถ้ามือถือหายหรือตกหล่นให้โทรไปที่ศูนย์แล้วแจ้งหมายเลขให้เขาไปเขาก็จะบล็อคเ

ครื่องของเราให้แล้วทีนี้มือถือที่หายไปจะใช้ไม่ได้อีกเลย ถึงแม้ว่าคนขโมยไปจะเปลี่ยน sim card มันก็จะยัง ใช้ไม่ได้อยู่ดีได้อย่างเดียวคือไว้เขวี้ยงหัวหมาข้าง บ้าน                                     หรือหลังคาบ้านคนอื่น<< (อันนี้ จขกท.ไม่แนะนำนะเพราะคุณเธออาจจะโดนอะไรที่มากกว่านั้น)(อาจจะหลอกไปขายต่อ ได้..ถ้าคนซื้อต่อเขาไม่รู้....)

วิธีประหยัดแบตมือถือและแท็บเล็ต ในช่วงน้ำท่วม




โทรศัพท์มือถือ


เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลจากและภาพประกอบจาก it24hrs.com, youtube.com โพสต์โดย panraphee

          สถานการณ์คับขันในยามน้ำท่วมเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องพกติดตัวนั่นก็คือ โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้ติดต่อสื่อสาร รายงานความเป็นไป และขอความช่วยเหลือได้ แต่หากแบตเตอรี่มือถือหรือแท็บเล็ตหมด ก็อาจจะยากในการประสานขอความช่วยเหลือ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็จะยากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน เนื่องจากบางแห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือมีใช้ในบริเวณจำกัดเท่านั้น

          ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดแบตอุปกรณ์สื่อสารให้ใช้ได้นานสำหรับสภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ ทางเว็บไซต์ it24hrs.com จึงมีวิธีการง่าย ๆ ในการประหยัดแบตมาแนะนำกันค่ะ
วิธีการประหยัดแบตเตอรี่บนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต




          1.ปิด Bluetooth ทันทีหากยังไม่ใช้ หูฟังไร้สาย หรือโอนไฟล์แบบไร้สายกับชาวบ้าน

          2. เลิกใช้ Wireless Network ระบุตำแหน่ง หากคุณอยู่ศูนย์อพยพและไม่ไปไหนอยู่แล้ว ถ้าจะย้ายไปอีกที่หนึ่งค่อยเปิด Wireless Network ก็ได้





          3. ปิด GPS ได้เลยกรณีไม่ใช้ เพราะถ้าเปิดไว้จะกินพลังงานมาก ๆ จะเปิดไว้เฉพาะยามจำเป็นในการเดินทางเท่านั้น

          4. ยกเลิก Always-On Mobile Data สำหรับ Android ถ้าคุณไม่ค่อยใช้แอพที่ต่อเน็ตตลอดเวลา (แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้ ก็ไม่ต้องปิดก็ได้ แต่ถ้าไม่ลืมปิดได้ยิ่งดี)





          5. ปิด Wi-Fi และ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน 3G กรณีคุณไม่ใช้เน็ต หาก คุณต้องการใช้เน็ตจริง ๆ ถ้ามีสัญญาณ Wi-FI ก็เปิดแต่ Wi-Fi ไม่ต้องเปิด Wi-Fi และ 3G พร้อมกัน โดยการเปิดรับสัญญาณ Wi-Fi นั้นจะกินพลังงานแบตน้อยกว่าแบบ 3G

          6. ตั้งค่าเวลาดับหน้าจอ (Screen Timeout) ให้เร็วขึ้น จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้พอสมควรทีเดียว





          7. ตั้งค่าความสว่างให้แสงสว่างในมือถือน้อยลง หากมีโหมดอัตโนมัติก็ควรเลือกตั้งแบบอัตโนมัติ

          8. หากคุณใช้จอแสดงผลแบบ Amoled บนมือถือและแท็บเล็ทละก็ ควรเลือก Wallpaper เป็นสีดำ จะช่วยประหยัดแบตได้มากขึ้น





          9. สำหรับมือถือ Android , Nokia ที่มี Widget และรวมทั้ง Wallpaper แบบเคลื่อนไหว ควรเลือกแบบภาพนิ่งจะดีกว่า และลดการใช้ Widget ประดับหน้าจอ  
เพราะจะทำให้มือถือของคุณจะ ต้องดึงข้อมูลเข้ามาแสดงผลในส่วนของการทำงานด้านหลัง (background) ตลอดเวลา หากมีเยอะก็ทำให้กินพลังงานแบตเยอะพอสมควร






          10. ใช้ Task Manager คอยปิดโปรแกรมที่ทำงานตลอดเวลา ด้วย สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ทนี้ทำงานแบบ Multitasking การเปิดแอพฯค้างไว้ในเครื่องหลายๆ ตัวโดยไม่ปิด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ของคุณหมดเร็วได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณไม่ใช้แอพนั้นแล้วควรปิดการทำงานด้วย





          11. ปิดคุณสมบัติการ push e-mail และปิดระบบการแจ้งเตือน เพราะ ในกรณีทีมีแอพฯหลายตัวอยู่ใน notification แบตเตอรี่ก็จะถูกใช้มากตามไปด้วย ระบบจะต้องมีการเชื่อมต่อไร้สาย (Wi-Fi, 3G, Edge, etc.) ไปยังเว็บไซต์ของแอพฯ เหล่านั้นตลอด

          12. อัพเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ให้สม่ำเสมอ เพราะการอัพเดททุกครั้ง มักจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่ให้ดีขึ้นด้วย

          13.  เตรียมชาร์ททั้งแบตหลักและชาร์ทแบตสำรองด้วย หากแบตหมดก็เปลี่ยนมาใช้แบตสำรองมาใช้ต่อได้เลย





          14. ใช้ที่ชาร์ทแบบพกพา มี ทั้งที่ชาร์ทมือถือแบบ Mobile Booster ที่เก็บพลังงานสำรองจากไฟที่ชาร์ทกับไฟบ้านมาใช้ต่อกับมือถือได้ และที่ชาร์ทมือถือ iPhone แบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วย






          15. ที่ชาร์ทมือถือแบบรถยนต์ ถ้ามีก็เตรียมไว้ หากที่พักไม่มีที่ชาร์ทก็สามารถชาร์ทได้บนรถยนต์ที่มีพลังงานแบตเตอร์รี่ซึ่งใช้ได้ยาวนานอยู่

          16. การชาร์ทแต่ละครั้งควรชาร์ทให้เต็ม และตอนใช้มือถือและแท็บเล็ทก็ควรใช้อย่างประหยัดและจำเป็นเท่านั้น เพื่อรักษาระดับพลังงานในแบตให้สูงสามารถใช้งานได้นานหลายวันในยามไม่มีไฟ

          ...เอาล่ะค่ะ เราก็ได้รู้วิธีการประหยัดแบตอุปกรณ์สื่อสารกันไปแล้ว เพื่อน ๆ ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติตามกันนะคะ จะได้ใช้แบตกันได้นานยิ่งขึ้น และหมดกังวลหากจำเป็นต้องใช้ในยามฉุกเฉินไงล่ะคะ...
ความรู้เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ ที่บางคนอาจไม่รู้

1. หมายเลขสากลฉุกเฉิน 112 ใช้ได้ทั่วโลก
ถ้า เกิดเราหลงไปอยู่ในเขตที่ไม่มีสัญญาณเลย แต่มีเหตุด่วนเหตุร้ายให้ กด 112 แล้วมันจะหาเบอร์ให้เองอัตโนมัติแม้แต่เราล็อคปุ่มก็ยังกดเบอร์นี้ได้..ลอง ดูสิครับ

2. ใช้ในกรณีที่ลืมกุญแจไว้ในรถ...สำหรับรถที่ใช้ Remote Key
ถ้า รถล็อคไปแล้ว แต่เรามีกุญแจสำรองอยู่ที่บ้าน ให้โทรไปหาคนที่อยู่ที่บ้านด้วยมือถือ (เราต้องโทรไปหาเบอร์มือถือของเขาด้วยนะ) เมื่อเขารับแล้วให้เราบอกเขา ให้กดปุ่ม unlock บนกุญแจสำรองในขณะที่เราถือมือถือให้ห่างจากประตูรถประมาณ 1 ฟุต (คนที่อยู่บ้านที่เราวานให้กดต้องเอากุญแจไปจ่อใกล้กับมือถือของเขาในขณะที่ กดปุ่ม) ประตูรถก็จะเปิดออกเหมือนเรากดปุ่มรีโมทด้วยตัวเองเลยแหละระยะทางไม่มีปัญหา แม้รถกับบ้านจะอยู่ห่างกันเป็นร้อยๆ กม. ก็ตาม

3. กรณีแบ็ตใกล้จะหมด * 3370# สำหรับมือถือ Nokia
ถ้า เกิดถ่านเหลือน้อยเต็มทีจนใกล้ดับแต่เราจำเป็นต้องโทรออกให้กด * 3370# มันจะรีดพลังสำรองที่ซ่อนออกมาแล้วแสดงให้เห็นว่า เพิ่มพลังถ่านให้ขึ้นมาอีก 50% และมันจะชดเชยส่วนสำรองนี้ในการชาร์จแบตครั้งต่อไป

4. ถ้าโทรศัพท์หายต้องการทำให้ใช้ไม่ได้ตลอดไป
ใน กรณีนี้เราต้องใช้ หมายเลข serial number ประจำเครื่อง ซึ่งมี 15- 17 หน่วย การที่จะทราบหมายเลขนี้ก็ไม่ยากครับ กด * #06# แล้วหมายเลขประจำเครื่องก็จะขึ้นมาให้เห็นทันทีเหมือนเล่นกล จดไว้ครับแล้วเก็บไว้ให้ดี....

ที่นี้ถ้ามือถือหายหรือตกหล่นให้โทรไปที่ศูนย์แล้วแจ้งหมายเลขให้เขาไปเขาก็จะบล็อคเ

ครื่อ งของเราให้แล้วทีนี้มือถือที่หายไปจะใช้ไม่ได้อีกเลย ถึงแม้ว่าคนขโมยไปจะเปลี่ยน sim card มันก็จะยัง ใช้ไม่ได้อยู่ดีได้อย่างเดียวคือไว้เขวี้ยงหัวหมาหรือหลังคาคนอื่น (อาจจะหลอกไปขายต่อได้..ถ้าคนซื้อต่อเขาไม่รู้....)